บทที่ 13 ตัดขาดตระกูลจาง
ผู้นำหมู่บ้านส่งหนังสือตัดขาดให้พวกเขาคนละแผ่นและเก็บไว้ที่ตัวเองอีกหนึ่งแผ่น นางฮั่วซื่อจำต้องเดินเอาหนังสือสิทธิ์ที่นาและเรือนของนางฟู่กุ้ยมายื่นให้เลี่ยงรุ่ย
เขาเก็บทั้งหมดใส่ในอกเสื้อก่อนจะหันไปขอบคุณผู้นำหมู่บ้าน แล้วก้มลงคุกเข่าคำนับให้นางฮั่วซื่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพาหลินเยว่นางไปเก็บของที่อยู่ในห้อง
ผู้นำหมู่บ้านมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ไปอย่างเห็นใจ คนดีเช่นเลี่ยงรุ่ยมิน่าต้องมาเกิดอยู่ในเรือนตระกูลจางเลย หากเขามีบุตรเช่นนี้ก็คงดีไม่น้อย เขาได้แต่ถอนหายใจ พร้อมเดินกลับไปที่เรือนของตนเอง
ข้าวของของเลี่ยงรุ่ยมีไม่มาก นอกจากเงินที่เขาแอบซ่อนไว้ก็มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด เขาให้หลินเยว่เก็บเงินไว้ในมิติ เพราะรู้ดีว่าเมื่อออกจากเรือนเขาต้องถูกค้นของในห่อผ้าอย่างแน่นอน
และไม่ต่างจากที่เขาคิด ทั้งห่อผ้าและหีบใส่ของของหลินเยว่ ล้วนแต่ถูกนางฮั่วซื่อและนางหงซื่อค้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เหอะ สินเดิมของข้า ท่านก็กล้าค้นด้วยรึ” หลินเยว่นางต่อว่าออกมาอย่างเหลืออด
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มาชมเรื่องสนุกอยู่ที่หน้าเรือน ยังต้องส่ายหัวให้กับความใจแคบของคนตระกูลจาง ของที่ทั้งสองถืออยู่ในมือ เพียงมองดูก็รู้ว่าคงมีแต่เสื้อผ้า
“ผู้ใดจะรู้เล่า ว่าเจ้าจะขโมยของในเรือนข้าไปหรือไม่” นางฮั่วซื่อชี้หน้าหลินเยว่อย่างดูแคลน
“หึ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่ท่านวางแผนจัดการข้ากับมารดาเลี้ยงของข้า ไหน ๆ ข้าก็จะไปแล้ว เงินที่ท่านได้มาก็ไม่น้อย คงใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายไปอีกนาน”
จางเฉิงที่แอบฟังอยู่ภายในห้อง ดวงตาของเขาเปล่งประกายทันที เมื่อได้ยินหลินเยว่นางพูดมาท่านย่าของเขาได้เงินมาจากนางเจินซื่อ
นางฮั่วซื่อใบหน้าซีดขาวทันที ที่หลินเยว่นำเรื่องของนางออกมาเปิดโปง ชาวบ้านได้แต่มองมาทางนางฮั่วซื่ออย่างแคลงใจ
เมื่อมีคำพูดของหลินเยว่เช่นนี้ เท่ากับความสงสัยเรื่องที่เหตุใด คุณหนูเช่นนางถึงแต่งเข้าตระกูลจางที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาได้ ก็นับว่าคลายความสงสัยแล้ว
“เจ้า เจ้า” นางได้แต่ชี้นิ้วมาทางหลินเยว่ แต่มิอาจพูดสิ่งใดออกมาได้
เรื่องนี้นางไม่สนใจแล้ว นางกลับดีใจเสียอีกที่ไม่ต้องแต่งให้บุรุษใจโลเลเช่น ตู้ฮุ่ยเหอ ถึงเขาจะเป็นถึงบุตรชายนายอำเภอ
ฟู่เลี่ยงรุ่ย (เขาเปลี่ยนมาใช้แซ่ของมารดาแล้ว) เห็นใจนางไม่น้อย เขาก็เพิ่งจะรู้เรื่องในตอนนี้ ตอนแรกที่ท่านย่าสั่งให้เขาแต่งงาน เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าสตรีที่แต่งด้วยจะเป็นคุณหนูตระกูลเกา
ถึงภายนอกนางจะเป็นคุณหนูตระกูลเกา แต่วิญญาณของนางมิใช่แล้ว ตอนนี้เขาก็ไม่สนใจสิ่งใดเช่นกัน ขอเพียงแค่มีนางก็พอ
ทั้งสองเดินไปที่เรือนหลังใหม่ทันที โดยไม่ได้หยุดฟังหรือสนใจคำพูดของชาวบ้านที่ต่อว่านางฮั่วซื่อ หรือสะใจที่เห็นคนอื่นเป็นทุกข์
ทั้งคู่มีเพียงห่อผ้าและหีบสินเดิมของหลินเยว่เท่านั้น เมื่อมาถึงเรือนก็ไม่ต้องเก็บสิ่งใดมากนัก เพียงนำไปวางไว้ในห้องเท่านั้น
แม้แต่เครื่องครัวหรือเครื่องเรือนก็ไม่แบ่งให้ทั้งสองไปใช้ในเรือนของนางกุ้ยเลยสักชิ้น
ข้าวของที่เรือนของมารดาเลี่ยงรุ่ย ต่างถูกนางฮั่วซื่อและนางหงซื่อไปขนมาไว้ที่เรือนตระกูลจางหมดแล้ว ตอนนี้จึงมีเพียงแค่เรือนเปล่าๆ
แต่ทั้งสองไม่รู้เลยว่า เลี่ยงรุ่ยสร้างเครื่องเรือนด้วยตนเองนำไปเก็บไว้ที่เรือนบ้างแล้ว แม้เรือนจะไร้คนอยู่อาศัย แต่ตัวเขาก็ไปเก็บกวาดอยู่เสมอ เรือนจึงไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก
“เจ้านั่งพักก่อนดีหรือไม่ ข้าจะไปทำความสะอาดเรือนให้เอง” เลี่ยงรุ่ยลูบใบหน้าของนางอย่างปวดใจ ที่ต้องพานางมาลำบากเช่นนี้
“ข้ามิได้เหนื่อยอันใด ประเดี๋ยวทำความสะอาดเสร็จค่อยพักก็ได้”
หลินเยว่นางนำของทำความสะอาดออกมาจากมิติ เมื่ออยู่เพียงลำพังเช่นนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นสิ่งของที่นางนำออกมา
เมื่อมีไม้กวาดกับไม้ถูพื้นที่นางนำออกมา ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้น ยังมีน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่นางนำออกมาใช้ ภายในเรือนจึงส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้คละคลุ้งไปทั่วเรือน
เลี่ยงรุ่ยเริ่มจะชินกับสิ่งของที่หลินเยว่นางนำออกมาแล้ว ทั้งสองช่วยกันทำความสะอาดเพียงไม่นานก็เสร็จลง
“เอ่อ ข้านำที่นอนออกมาใช้ได้หรือไม่”
“ได้ เจ้านำออกมาเถิด ในห้องไม่มีผู้ใดเข้าไปหรอก”
หลินเยว่เดินเข้าไปดูว่านางจะนอนที่ห้องไหน มีเรือนหลังนี้มีสามห้องนอน แต่มีห้องนอนใหญ่เพียงแค่ห้องเดียวเท่านั้น
“ท่านต้องการจะนอนห้องใด” นางหันไปถามเลี่ยงรุ่ยถึงอย่างไรเขาก็เป็นเจ้าของเรือน
“เจ้าเลือกได้เลย”
“เช่นนั้นท่านนอนห้องใหญ่ ส่วนข้าจะนอนห้องเล็กที่อยู่ด้านข้างก็แล้วกัน”
เลี่ยงรุ่ยหันมามองหลินเยว่ ในตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่านางจะให้เขาเลือกห้องเพื่ออันใด มาตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว นางต้องการจะแยกห้องนอน
“ไม่ ข้าจะนอนห้องเดียวกับเจ้า เจ้ากับข้ากราบไหว้ฟ้าดินด้วยกันแล้ว นับว่าเป็นสามีภรรยากัน จะแยกห้องนอนไปเพื่ออันใด”
หลินเยว่นางอ้าปากจะโต้แย้ง แต่ถูกเลี่ยงรุ่ยดันตัวเข้าไปในห้อง แล้วบอกให้นางรีบเอาของออกมา เขาจะช่วยนางจัดห้อง
ตลอดเวลาที่หลินเยว่นางนำของออกมา และช่วยกันยกของเข้าที่ นางเหลือบมองเลี่ยงรุ่ยอยู่เป็นระยะ แล้วจึงเอ่ยเรื่องที่อยู่ในใจออกมา
“อารุ่ย ท่านต้องการใช้ชีวิตกับข้าจริงรึ” เพราะนางไม่รู้ว่าคนที่เพิ่งเจอกันไม่ได้รักกันจะสามารถใช้ชีวิตอยู่กันได้จริงๆ รึ
“ใช่ มีอันใด” เขาเงยหน้าขึ้นมามองนางอย่างไม่เข้าใจ
“เอ่อ คือ แบบว่า ท่านกับข้าเพิ่งเคยพบกัน อาจจะยังไม่รู้จักกันดี ต่อไปท่านอาจพบสตรีที่ท่านรักอย่างแท้จริงก็ได้” นางบีบมือแน่นอย่างกังวล
